ตำนานอังคุลิมาล
ตำนานอังคุลิมาลปริตร
และ
ตำนานโพชฌงคปริตร
อังคุลิมาลปริตร และ โพชฌงคปริตร ที่ต้องสวดรวมกันนั้น เพราะว่า อังคุลิมาลปริตร และปริตรน้อย มีบาลีที่จะสาธยายเพียง ๓ บันทัดเท่านั้น แต่เป็นพระปริตรที่ทรงอานุภาพในทางบำบัดความป่วยไข้โดยตรง เหมือนโพชฌงคปริตร ดังนั้น พระโบราณาจารย์ จึงนิยมให้สวดรวมเข้ากับโพชฌงคปริตร ซึ่งมีเหตุและวัตถุประสงค์ตรงกัน และนับเป็นตำนานที่ ๗ ตำนานสุดท้ายของสวดมนต์ ๗ ตำนาน
ความจริง พระธรรมนั้น พระพุทธเจ้ามิได้ทรงแสดงไว้เพื่อบำบัดโรคในร่างกายเลย พระองค์ทรงแสดงเพื่อบำบัดโรคจิตโรคใจโดยแท้ ถ้าหาไม่แล้ว ไฉนในคราวพระองค์ทรงพระประชวร จะเสวยพระโอสถบำบัดโรคด้วยเล่า ทั้งยังทรงสอนให้พระสาวกฉันเภสัชบำบัดความป่วยไข้คราวอาพาธไว้หลายประการ
ปกติ โรคกาย โรคใจ ทั้งสองนี้ ดูคล้ายๆกับจะเป็นเกลอแก้วเกลอขวัญกัน ร่วมมือบีบคั้นมนุษย์ให้ทรุดโทรมเป็นทุกขเวทนาน่าสงสาร เสียจริงๆ ดูพอเป็นโรคใจเท่านั้น ร่ายกายก็อ่อนเปลี้ย ดูจะเป็นง่อยเปลี้ยหมดกำลังวังชา ร่างกายก็พลอยมีโรคขึ้น ทั้งดูท่าทีน่ากลัวอายุจะสั้นเอาเสียด้วย ถึงจะกินยาก็ไม่หาย เสียเงินเปล่า แต่ครั้นได้รับการเยียวยาด้วยธรรมโอสถ แก้โรคใจให้หายดี มีกำลังเป็นปกติแล้ว โรคทางกายก็พลอยหายวันหายคืนไปด้วย ดูไม่กี่วันก็มีเรี่ยวแรงเป็นปกติ โดยไม่ต้องกินยาเลย
นี้แสดงว่า โรคใจมีพิษสงและความสำคัญไม่แพ้โรคกายเลย ทั้งเป็นโรคมีประจำใจทุกคน เท่าๆกับโรคกายมีประจำกายทุกๆคนเช่นกัน ดังนั้น การมีแพทย์รักษาโรคใจ จึงเป็นความจำเป็นเท่าๆกับการมีแพทย์ รักษาโรคกาย คนที่มีการศึกษาดีแล้ว จึงเคารพ นับถือ ยกย่องนายแพทย์ทั้ง ๒ ประเภทนี้ ทั้งสนับสนุนให้เกียรติในสังคมทั่วไป
แต่ประหลาดอยู่ประการหนึ่ง ที่โอสถสำหรับบำบัดโรคทางกายก็ใช้บำบัดโรคทางกายอย่างเดียว จะนำไปรักษาโรคทางใจไม่ได้ ถ้าจะใช้เพียงเป็นส่วนประกอบพอได้ ส่วนธรรมโอสถ ที่รักษาโรคใจ กลับมีอานุภาพช่วยรักษาโรคทางกายโดยตรงและโดยอ้อมได้ อย่างน้อยก็ยังจัดเข้าเป็นกระสายแซกผสม ช่วยเพิ่มฤทธิ์ยาภายนอกให้มีคุณวิเศษขึ้นอย่างประหลาด กับเป็นข้ออัศจรรย์อีกอย่างหนึ่ง ที่หมอรักษาโรคทางกาย แม้จะสามารถปานใดก็ตาม ในที่สุดก็ต้องตายเพราะโรคทางกายอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่หมอเองรักษาไม่ได้ สุดมือ เข้าหลักว่า หมองูตายเพราะงู แต่ส่วนหมอรักษาโรคทางใจที่สามารถดีแล้ว จะไม่ถูกโรคใจบีบคั้นเลย จะไม่เป็นไข้ใจ และไม่ตายเพราะโรคใจ เป็นอันขาด
เช่น พระบรมศาสดา เป็นประหนึ่งว่ายอดของแพทย์รักษาโรคใจ ชั้น๑ ไม่ปรากฏว่า มีโรคใจอันใดเบียดเบียนพระองค์เลย ส่วนหมอชีวกโกมารภัจจ์ ผู้เป็นยอดของแพทย์รักษาโรคกายในสมัยนั้น ในที่สุดก็ถูกโรคทางกายบีบคั้น สุดวิชาของท่าน และถึงอวสานสุดสิ้นชีวิตของท่านลงด้วยโรคกายนั้นเอง
ดังนั้น ธรรมโอสถที่รักษาโรคทางใจโดยตรง แต่เกิดปรากฏคุณแก่ผู้ประสบมาแล้วมากต่อมาก ว่าช่วยรักษาโรคทางกายได้ด้วย จึงได้รับความยกย่องนับถือจากประชุมชน ผู้ยังมีโรคกายโรคใจเบียดเบียนอยู่ไม่ขาด พากันไปเคารพบูชา ทั้งนี้ ได้ประจักษ์มาแล้วแต่สมัยต้นพุทธกาล จนเป็นมาตรฐานให้ประชาชนเคารพรับปฏิบัติสืบมา แม้แต่จะปรุงยา ก็ปรากฏว่า บางขนาน ต้อง
๑. ลงอักขระในตัวยา ดังตัวอย่าง เช่น ยาอายุวัฒนะ ของพระยาเดโช ว่า “หัวเข่าค่าสี่หัวเป็นตัวแรง อาจารย์แจ้งวิธีทำไม่อำความ ลงด้วย ทุ ส ม นิ สติตั้ง จงทุกครั้งทุกคราอย่าหยาบหยาม” เป็นต้น
๒. ลงใบไม้ใส่ก้นหม้อรองยา
๓. อธิษฐานจิต ประมวลยาใส่หม้อด้วย สกฺกตฺวา ๓ จบ
๔. ลงยันต์ต่างๆ เช่น ยันตรีสิงเห ผูกสายสิญจน์ ล้อมเตาล้ม
๕. ลงใบไม้หรือผ้าผูกปากหม้อยา
๖. ทำเฉลวรูปยันต์กลัดปากหม้อ
๗. ลงดุ้นฟืนต้มยา
๘. เวลารับประทานยังภาวนาอีก
๙. ลงอักขระที่ครก สาก ในการทำยาผง ยาเม็ด
๑๐. จุดธูป เทียน บูชา และบริกรรมในเวลาบดก็มี
ทั้งนี้ทั้งนั้น ล้วนแต่เห็นว่า ธรรมโอสถ ไม่แต่จะรักษาโรคใจอย่างเดียว ยังเป็นคุณช่วยส่งเสริมกำลังฤทธิ์ยาสมุนไพร ให้เกิดอานุภาพพิเศษ บำบัดโรคได้ฉมังอีกด้วย
อนึ่ง ในบางสถานที่หรือบางท่าน นิยมใช้พระธรรมโอสถ เป็นยาบำบัดโรคทางกายโดยตรงที่เดียวก็มี เช่น ทำน้ำมนต์ ปะ พรม และอาบกิน บำบัดโรคบางชนิดบ้าง หุงน้ำมันมนต์ สำหรับทา และนวดบ้าง โดยเฉพาะนิยมใช้บริกรรม เป่า พ่น กันก็มี วิธีนี้ปรากฏว่า มีนิยมทำกันมาแม้แต่สมัยพุทธกาลแล้ว ดังต้นเหตุแห่งการบังเกิดขึ้นแห่งอังคุลิมาล ปริตรนี้
อังคุลิมาลปริตร แปลว่า พระปริตรของพระองคุลิมาลเถรเจ้า มีตำนานเล่าไว้ว่า พระเถรเจ้าผู้วิเศษองค์นี้ เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ที่ได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาในเอตทัคคสถาน คือเป็นยอดของสาวกองค์หนึ่งในมหาสาวก ๘๐ องค์
ก่อนที่ท่านยังมิได้ออกบวช ชื่อ อหิงสกะ เป็นบุตรราชปุโรหิตของพระเจ้ากรุงโกศล มีการศึกษาดี ต่อมามีความเห็นผิด กลายเป็นโจรร้าย ฆ่าคนนับจำนวนร้อย เป็นที่เกรงขามของคนเป็นอันมาก ฆ่าแล้วตัดเอานิ้วมือคนละหนึ่งนิ้ว ร้อยเข้าเป็นพวงแขวนคอ เพื่อจะเอาไปทำพิธีชุบตัวให้วิเศษ คนจึงได้ขนามนามว่า องคุลิมาลโจร แปลว่า โจรมีมาลัยนิ้วมือ ภายหลังพระบรมศาสดาทรงพระมหากรุณาเสด็จไปทรมานองคุลีมาลโจรในป่า ให้หมดพยศร้าย ยอมตัวเป็นศิษย์ ออกบวช บรรลุ พระอรหันต์จึงได้นามว่า องคุลิมาลเถระ
แต่เพราะบวชไม่นาน บรรลุอริยผลเบื้องสูง มีคนรู้ดีน้อยคน รู้แต่ข่าวเพียงออกบวช บ้างก็ลือไปในแง่อกุศลว่า ปลอมบวชเพื่อฆ่าคนดังนั้น วันหนึ่ง พระเถรเจ้าออกบิณฑบาต ผู้คนแตกตื่นวิ่งหนีด้วยความกลัว ท่านไม่ได้อาหารเลย ซ้ำสตรีคนหนึ่งมีครรภ์แก่ วิ่งหนีสดุดก่อหญ้าล้มลง บังเกิดทุกข์เวทนาในครรภ์ ทุรนทุรายลำบากอย่างน่าสงสาร อุบาสกที่รู้จักท่าน ได้ขอร้องให้ท่านเอ็นดูช่วยอนุเคราะห์บำบัดทุกขเวทนาให้สตรีผู้เคราะห์ร้ายนั้นด้วย
พระเถระเจ้าสงสาร แต่เพราะท่านมิได้เป็นหมอยาจึงต้องใช้ธรรมโอสถ โดยนั่งลงบนแผ่นศิลา ณ ที่นั้น แล้วตั้งเมตตาจิต กระทำสัจจกิริยา ขออานุภาพอริยธรรมที่ท่านได้บรรลุมา บำบัดทุกขเวทนา ให้สตรีผู้นั้นประสบความสวัสดีในการคลอดด้วย พอท่านกล่าวพระปริตรนี้จบลง สตรีคนนั้นก็มีความสบายหายจากความเจ็บ และคลอดบุตรโดยสวัสดีในทันใดนั่นเอง
อานุภาพพระปริตรที่พระเถระกล่าวนั้น ยังสามารถทำให้แผ่นหินที่ท่านนั่งนั้น มีสภาพเหมือนองค์ท่านอีกด้วย ทราบว่า ต่อมาใครจะเจ็บครรภ์ คลอดบุตร ก็มีผู้ไปสักการบูชา เอาน้ำล้างแผ่นหินนั้นมาให้คนเจ็บครรภ์ ดื่มและปะพรม สามารถทำให้คลอดบุตรง่ายดาย ผู้คนเล่าลือนับถือกันมาจนบัดนี้ เพราะฉะนั้น พระปริตรบทนี้ จึงเป็นที่นิยมนับถือจัดไว้ในเจ็ดตำนาน ให้พระสงฆ์สวดในงานมงคลสืบมา
ส่วนโพชณงคปริตรนั้น แปลว่า พระปริตรของธรรมเครื่องตรัสรู้ ซึ่งเป็นธรรมวิเศษปกรณ์หนึ่ง เป็นพระปริตรที่คนไทยนิยมใช้สวดต่ออายุ ส่วนมากปรากฏในหมู่คนไทยทั่วๆไป ถ้าผู้ใหญ่ของเราป่วยมาก มันจะไปอาราธนาพระสงฆ์มาสวดโพชฌงค์ปริตร แต่นิยมเรียกสั้นๆ ว่า โพชฌงค์ ต้นเหตุที่นับถือเช่นนั้น คงจะเชื่อถือตามอานุภาพของโพชฌงค์ที่ประจักษ์ตามเรื่องที่บังเกิดขึ้น เหมือนพระปริตรบทอื่นนั่นเอง ก็มีตำนานเล่าไว้ว่า
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบว่า พระมหากัสสปเถรเจ้า และพระมหาโมคคัลลานเถรเจ้าอาพาธ ก็เสด็จไปเยี่ยม ครั้งรับสั่งถามถึงอาการของโรคและความรู้สึกผู้อาพาธ ได้ทรงพระมหากรุณา ตรัสโพชฌงคสูตรประทานให้เถระทั้ง ๒ ฟัง เมื่อจบโพชฌงคสูตรแล้ว พระเถรเจ้าทั้งสองก็หายจากอาพาธด้วยอำนาจของพระพุทธโอสถบทนี้ พระสาวกทั้งหลายเลื่อมใสทูลขอประทานเรียนพระพุทธมนต์บทนี้ไว้ทั่วกัน
ต่อมาครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระประชวร จึงรับสั่งให้พระจุนทะเถรเจ้า ผู้เป็นพุทธอุปัฏฐาก สวดโพชฌงคสูตรบทนี้ต่อพระพักตร์ พระเถรเจ้าก็สวดถวายให้ทรงสดับตามพระพุทธประสงค์ เมื่อสุดกระแสเสียงสาธยายโพชฌงคสูตรลง ก็บังเกิดเป็นอัศจรรย์ บันดาลให้พระบรมศาสดาทรงหายประชวร และทรงผาสุกเป็นปกติ
เรื่องนี้แสดงว่า ขึ้นชื่อว่า ยาดี นั้น ต้องดีในตัวยาเอง ใครๆ เป็นไข้กินก็หาย แม้หมอผู้ปรุงยานั้นจะเป็นไข้ กินก็หาย ดังเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ ด้วยเหตุนั้นจึงนิยมให้สวดในงานมงคล ถือเป็นคุณเครื่องบำบัดโรคเจริญอายุให้ยืนนานด้วย
ตำนานอัคคัปปสาทสูตร
อัคคัปสาทสูตร แปลว่า พระสูตรที่แสดงถึงความเลื่อมใสในคุณธรรมที่สูง หรือ คุณธรรมที่จัดว่าเป็นยอด อันควรจะเลื่อมใสอย่างยิ่ง พระสูตรนี้ มาในพระสุตตันตปิฎก อัคคุตตรนิกาย ได้พบที่มาถึง ๓ แห่ง คือ ในติกนิบาต และในจตุกกนิบาต ทรงแสดงแก่พระสงฆ์ ในปัญจกนิบาต ทรงแสดงแก่พระนางจุนที พระราชธิดาของพระเจ้าพิมพิสาร พระนครราชคฤห์ เชื่อว่าในที่อื่นก็คงจะมีอีก พระสูตรนี้แม้จะทรงแสดงในที่ต่างๆ อย่างไรดี แต่ก็มีอรรถสงเป็นอันเดียวกัน
พระสูตรนี้มีนิยมใช้สวดมากอย่าง สวดโดยเฉพาะสูตรก็มี ที่ยกเอาไปผสมกับรัตนสูตร สวดทำน้ำมนต์ เพื่อคุณวิเศษให้สูงขึ้นก็มี เรียกว่า ปริตตกรณปาฐะ ส่วนมากพระสงฆ์นิยมสวดอนุโมทนาในงานฉลองสิ่งที่นิยมว่าสูง หรือเป็นยอดที่สร้างขึ้น เช่น ฉลองพระพุทธ ฉลองพระธรรม ฉลองพระสงฆ์ ฉลองช่อฟ้า ในงานยกช่อฟ้า ยกยอดเจดีย์ ยกยอดพระปรางค์ หรือ ยกฉัตร เป็นต้น เพราะนับถือว่าเป็นพระพุทธโอวาทที่ทรงแสดงธรรม ที่นับถือว่าเป็นคุณสูง หรือจัดเป็นยอดได้
ได้กล่าวแล้วแต่ข้างต้นว่า อัคคัปสาทสูตรนี้ พระสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงหลายครั้ง สำหรับโอกาสนี้จะบรรยายในครั้งที่ทรงแสดงแก่พระนางจุนที พร้อมด้วยบริษัทบริวาร ด้วยเห็นว่า พุทธบริษัทที่สดับตรับฟังสวดมนต์เป็นคฤหัสถ์มาก ควรอนุวัตรตามส่วนมาก เพื่อประโยชน์แก่สุปฏิบัติสืบไป เรื่องมีว่า
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับยังพระเวฬุวันมหาวิหาร เป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต พระนครราชคฤห์ แคว้นมคธรัฐ วันหนึ่งพระนางจุนที พระราชธิดาของพระเจ้าพิมพิสารมหาราช พร้อมด้วยบริษัทบริวารเสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าที่พระเวฬุวันวิหาร โดยราชยานเป็นอันมาก ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ประทับนั่งเป็นอันดี ประนมกรอัญชลีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระภาคเป็นอันงาม จุนทราชกุมารพี่ชายของหม่อมฉัน ได้รับสั่งแก่หม่อมฉันว่า สตรีก็ดี บุรุษก็ดี ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ เว้นขาดจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท สุราเมรัย เขาผู้นั้นเมื่อแตกกาย ทำลายขันธ์แล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติ ไม่ไปทุคติ
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า หม่อมฉันขอทูลถามพระองค์ว่า คนเลื่อมใสในศาสดารูปไหน แบบไหน พระเจ้าค่ะ เมื่อตายแล้วจึงจะไปสุคติ ไม่ไปทุคติ เพราะศาสดามีหลายรูป หลายแบบ ที่ประกาศตัวว่าเป็นผู้วิเศษ แม้สาวกของศาสดานั้นๆ ก็ยืนยันว่าศาสดาของตนวิเศษจริง
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสดับปัญหา ซึ่งพระนางจุนที ราชกุมารีทูลถาม ก็ทรงพระกรุณาพยากรณ์ปัญหานั้นแก่พระนางจุนทีว่า ดูกรพระนางจุนที บุคคลอยู่ในโลกอย่าพึงขาดต่อเสียง อย่าพึงตื่นในเสียง ก่อนที่ยังมิได้พิจารณาหาเหตุผลในเรื่องนั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง พึงใคร่ครวญพิจารณาเสียก่อนจึงเชื่อถือ จุนที อย่าพึงด่วนยินดีในเสียงนั้น เพียงเสียงนั้น ได้ความไพเราะ เสนาะหู สดชี่น รื่นเริงใจ จุนที อย่าพึงยินดีว่า เสียงนั้นเป็นที่พอใจเรา เสียงนั้น ตรงกับคำผู้ใหญ่กล่าว เสียงนั้นตรงกับวิชาที่เราเรียนรู้ จุนที เสียงของเรื่องราวทั้งหมด หากยังมิได้พิจารณาหาเหตุผลมให้ถ่องแท้ก่อนแล้ว ไม่บังควรเชื่อถือ
จุนที ก็ศาสดารูปไหน แบบไหนเล่า เป็นผู้ควรจะเลื่อมใส ซึ่งเมื่อเลื่อมใสแล้ว จะได้ไปสุคติ ไม่ไปทุคติ
จุนที บรรดาสัตว์ทั้งหลาย จะไม่มีเท้าก็ตาม มีสองเท้าก็ตาม สี่เท้าก็ตาม มากเท้าก็ตาม ก็มีรูปก็ตาม จะหารูปมิได้ คือมีรูปไม่ปรากฏ เช่น เทวดาในสวรรค์ สัตว์ในนรกก็ตาม สัตว์เหล่านี้ทั้งหมดตถาคตกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ มีพระจิตบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสาสวานุสัยทั้งมวล เป็นพระสัมมาสัมพุทโธ มีพระปรีชาญาณ ตรัสรู้ตุราริยสัจโดยชอบด้วยพระองค์เอง ทำลายวัฏฏทุกข์ทั้งหมดให้พินาศ ทรงพระกรุณาประกาศเญยยธรรมแก่เวไนยสัตว์หาประมาณมิได้ นี้แหละเป็นยอด ควรแก่การเลื่อมใสอย่างยิ่ง
จุนที ฉะนั้น ผู้ใดเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ผู้นั้นเลื่อมใสในพระศาสดา ผู้เป็นยอดและยอดแห่งผลบุญ ย่อมเจริญแก่ผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้เป็นยอด ซึ่งสูงกว่าสงฆ์ทั้งมวล
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า คนเลื่อมใสปฏิบัติในศีลรูปไหน แบบไหน พระเจ้าค่ะ เมื่อตายแล้วจึงจะไปสุคติ ไม่ไปทุคติ เพราะศีลปรากฏว่า มีหลายรูปหลายแบบด้วยกัน ที่เจ้าลัทธิ เจ้าหมู่ เจ้าคณะนั้นๆ ประกาศอยู่ว่า เป็นคุณวิเศษ ควรแก่การปฏิบัติ
จุนที ประมวลศีลทั้งหมด ที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ ตถาคตกล่าวว่า อริยกันตศีล เป็นยอด ก็อริยกันตศีลเป็นอย่างไร จุนที ศีล ๕ ก็ดี ศีล ๘ ก็ดี อันบุคคลรักษาไว้ดีแล้ว โดยไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นธรรม ผู้รู้สรรเสริญ ไม่ประยุกต์ด้วยตัณหาทิฐิ เป็นทางให้เข้าถึงสมาธิ นี้ คือ อริยกันตศีล ที่ถึงความนับว่าเป็นยอด ควรแก่การเลื่อมใสปฏิบัติให้บริบูรณ์อย่างยิ่ง
จุนที ฉะนั้น ผู้ที่เลื่อมใส ปฏิบัติให้บริบูรณ์ในอริยกันตศีลนี้แล ชื่อว่า เลื่อมใสบำเพ็ญในศีลที่เป็นยอด และยอดบุญกุศลย่อมเจริญแก่ผู้บำเพ็ญในยอดศีลโดยแท้
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพยากรณ์ปัญหาโดยไวยากรณภาษิตจบแล้ว ได้ทรงประทานนิคมคาถาภาษิต มีคำว่า อคฺคโต เว ปสนฺนานํ เป็นต้น สรุปรวมพระนิพนธ์ที่ได้พยากรณ์มาว่า
เมื่อบุคคลรู้ดีในยอดธรรม เลื่อมใสโดยความเป็นธรรมล้ำเลิศเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้เป็นยอด ซึ่งเป็นทักขิเณยยะอันยอดเยี่ยม เลื่อมใสในพระธรรมอันเป็นยอด ซึ่งเป็นธรรมปราศจากราคะ และสงบระงับดับเข็ญเป็นสุข และเลื่อมใสในพระสงฆ์ผู้เป็นยอด ซึ่งเป็นบุญเขตอันยอดเยี่ยมเมื่อถวายทานในท่านที่เป็นยอดโดยคุณแล้ว ยอดบุญก็ย่อมเจริญ อายุ วรรณะ ยศ เกียรติ สุขะ พละ ชั้นยอดเยี่ยมย่อมเจริญ ผู้มีปัญญา ตั้งมั่นอยู่ในยอดธรรมแล้ว ถวายทานในท่านผู้เป็นยอดบุญเขต จะไปเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม ย่อมถึงความเป็นยอด รื่นรมย์อยู่โดยแท้แล
พระนางจุนที พร้อมด้วยบริวารสดับพระโอวาท ที่พระสัมพุทธเจ้าทรงพระกรุณาประทาน ตั้งแต่ต้นจนอวสาน ก็มีความชื่นบานปราโมทย์เล็งเห็นประโยชน์ในความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย คือพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า ซึ่งเป็นยอดแห่งรัตนะที่ควรจะเลื่อมใสเลิศกว่าสรณาคมใดๆ ในคุณทุกประการ พระนางจุนทีจึงทูลสรรเสริญเทศนาบรรหารของพระบรมศาสดาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนักพระเจ้าค่ะ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนักพระเจ้าค่ะ เหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทาแก่คนหลง หรือ ตามประทีปให้สว่าง หม่อมฉันขอถึงพระองค์กับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์ก็ทรงจำหม่อมฉันว่า เป็นอุบาสิกาผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป
โดยบรรยายนี้ แสดงว่า อัคคัปปสาทสูตร เป็นพระพุทธโอวาทที่ควรนำออกประกาศแก่พุทธบริษัท ว่าเป็นคุณแก่สุปฏิบัติทุกสมัย สมกับที่นิยมสวดในงานมหกรรมการมงคล มีงานฉลองพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และงานยกฉัตร และช่อฟ้า เป็นต้น ดังแสดงมา ขอยุติอัคคัปปสาทสุตตกถา พอสมควรแก่เวลาเพียงเท่านี้
—————————————
คติธรรม
หินกระด้าง ช่างยังคิด พินิจแหวะ
อุตส่าห์แกะ เป็นงิ้ว ยืนนิ่วหน้า
งามดังรูป เทพเจ้า เข้าตำรา
ยังง่ายกว่า สอนคนด้าน สันดานแก.
“ธรรมสาธก”
ตำนานอริยธนกถา
อริยธนคาถา บทนี้ นิยมให้พระสงฆ์สวดในงานศพหรืองานอัฐิทั่วๆไป สวดต่อท้าย “ปัพพโตปมคาถา” งานศพทุกงาน ถ้ามีการสวดมนต์ด้วยแล้ว พระสงฆ์จะต้องสวดมนต์บทนี้ทุกคราวไป
อริยธนคาถานี้ มาในพระบาลีสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ปรากฏว่า มีที่มามากแห่งด้วยกัน ดังนั้น จึงขอเลือกเล่าให้ฟัง เฉพาะที่เห็นว่าเป็นคุณอวยประโยชน์แก่ผู้สดับโดยตรง
เรื่องมีว่า สมัยเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับอยู่ที่พระเชตวันวิหารพร้อมด้วยสงฆ์บริวารสาวกวิสุทธิ์ มีพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร เป็นต้น ประทานอริยมรรค อริยผล แก่สาธุชนพุทธบริษัท ผู้มีจิตโสมนัสยินดี ในพระโอวาทานุสาสนีเป็นนิรันดร ทั้งมนุษย์และเทพยดาพากันมาสโมสรสันนิบาต คอยสดับรับพระโอวาททุกวันวาร เกียรติศัพท์ของพระองค์ จึงขจรไพศาลไปทั่วหล้า ว่า อิติปิโส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ เป็นอาทิ จิตมั่นอยู่ในพุทธานุสสติทุกเวลา ผลัดเปลี่ยนเวียนกันมาสักการะบูชาอยู่เนืองนิตย์ ชำระมลทินแห่งจิตให้หมดจดตามวิสัย ได้ความบริสุทธิ์แห่งใจกันทั่วหน้า
ครั้งหนึ่ง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้สร้างพระเชตวันวิหารราคา ๕๔ โกฏิ ถวายพระสัมพุทธเจ้า เกิดไม่สบาย เวทนาบีบคั้น อาการไข้สูงมาก ท่านได้เรียกคนใช้สนิทคนหนึ่งมาสั่งว่า “ พ่อมหาจำเริญ ช่วยเป็นธุระไปหาท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระเจ้า ที่พระเชตวันวิหารทีเถอะ เมื่อพบท่านแล้ว จงกราบลงที่แทบเท้าของท่าน พร้อมกับกราบเรียนท่านว่า “ข้าแต่พระเถระเจ้าผู้เจริญ บัดนี้ ท่านอนาถบิณฑิกะไม่สบาย โรคบีบคั้น อาการไข้สูงมาก ขอกราบเท้าพระเถระเจ้าด้วยศีรษะ”
ครั้นได้กล่าวคำมนัสการพระเถระเจ้าแล้ว จึงค่อยกราบเรียนท่านต่อไปว่า “ข้าแต่พระเถระเจ้าผู้เจริญ ท่านอนาถบิณธิกะ ขอประทานโอกาส ขอพระเถระเจ้าได้กรุณาไปที่นิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิกะด้วยเถิด”
เมื่อคนใช้ของท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี ได้รับคำท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีแล้วไปสู่พระเชตวันวิหาร เข้าไปนมัสการพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรถึงที่อยู่ และได้กราบเรียนพระเถระเจ้า ตามคำของท่านมหาเศรษฐีทุกประการ
พระสารีบุตรเถระเจ้าได้รับนิมนต์ โดยดุษณีภาพ ด้วยความเอ็นดูตามสมณวิสัย
ครั้นเวลารุ่งเช้า ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ได้พระอานนท์เถระเจ้าเป็นพระติดตามรูปหนึ่ง ด้วยเห็นว่า พระอานนท์เป็นพระพุทธอุปัฏฐาก เป็นพระที่คุ้นเคยกับท่านอนาถบิณฑิกะ ในคราวท่านอนาถบิณฑิกะไม่สบายมากเช่นนั้น พระอานนท์ควรจะได้ไปเยี่ยม ในฐานะที่เป็นพุทธอุปัฏฐาก ก็เท่ากับเป็นผู้แทนพระบรมศาสดาไปเยี่ยมด้วยอีกโสดหนึ่งเมื่อพระเถระทั้งสองพร้อมแล้ว ก็ไปยังนิเวศน์ของท่านมหาเศรษฐี และเข้าไปพบท่านมหาเศรษฐีในห้องรักษาตัวในคราวเป็นไข้ ตามความประสงค์ของคนไข้
ครั้นนั่งบนอาสนะเรียบร้อยแล้ว พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ได้ปราศรัยกะท่านอนาถบิณฑิกะด้วยความกรุณาว่า “ ท่านคฤหบดี อาการไข้ พอทนได้อยู่หรือ? พอเป็นไปได้อยู่หรือ ท่านคฤหบดี ทุกขเวทนาลดลงหรือ หรือกล้าขึ้น ท่านคฤหบดี รู้สึกว่า ไข้สร่างบางเบาลง หรือว่ายังไม่สร่างเลย”
ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีนมัสการพระเถระเจ้าทั้งสองแล้ว เรียนท่านว่า “ ทนได้ยาก เจ้าข้า เป็นไปอย่างลำบาก ข้าแต่ท่านพระสารีบุตรทุกขเวทนายังไม่ลดลงเลย ดูกลับจะกล้าขึ้น ข้าแต่ท่านพระธรรมเสนาบดี รู้สึกว่า ไข้ยังไม่สร่างบางเบาลงเลย”
ลำดับนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ได้กล่าวปลุกปลอบท่านมหาเศรษฐี ให้มีกำลังใจเข้มแข็ง ร่าเริงในธรรม เพื่อต่อสู้กับโรค และประทานธรรมโอสถช่วยบำบัดโรคพร้อมกันไปด้วย “ท่านคฤหบดี ปุถุชน ผู้ไม่มีความเลื่อมใสอันมั่นคงในพระพุทธเจ้า ไม่ได้สดับอยู่ เบื้องหน้าแต่แตกกายทำลายขันธ์แล้ว ย่อมเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก แต่สำหรับท่าน ความไม่เลื่อมใสเช่นว่านั้น ไม่มี แท้จริง ท่านคฤหบดี มีความเลื่อมใสมั่นคงในพระพุทธเจ้าอยู่เสมอว่า
“พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น อรหํ เป็นพระอรหันต์ มีพระจิตบริสุทธิ์ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย สมฺมาสมฺพุทฺโธได้ตรัสรู้สัจจธรรม ด้วยพระญาณปรีชาอันสูงยิ่งของพระองค์เอง วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน ถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะ สุคโต เสด็จไปดีแล้ว โลกวิทู ทรงรู้แจ้งโลก อนุตฺตโรปุริสทมฺมสารถิ เป็นสารถีผึกบุรุษ ไม่มีผู้ใดยิ่งกว่า สตฺถาเทวมนุสฺสานํ เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พุทฺโธเป็นผู้เบิกบานแล้ว ภควา เป็นผู้แจกจำแนกธรรม เป็นผู้มีโชคดีทุกสถาน ตลอดเวลา
ก็เมื่อท่านคฤหบดี พิจารณาเห็นแจ้งซึ่งความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ในตนอยู่เสมอแล้ว เวทนาทั้งหลายก็พึงสงบลงได้โดยพลัน
ท่านคฤหบดี ปุถุชนผู้ไม่มีความเลื่อมใสอันมั่นคงในธรรม อันพระตถาคตเจ้า ประกาศดีแล้วไม่ได้สดับอยู่ เบื้องหน้าแต่แตกกายลำลายขันธ์แล้ว ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก แต่สำหรับท่าน ความไม่เลื่อมใสเช่นว่านั้น ไม่มี แท้จริง ท่านคฤหบดี มีความเลื่อมใสมั่นคงในสวากขาตธรรมอยู่เสมอว่า “ สวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นเอง อกาลิโก เป็นธรรมให้ผลเสมอ เอหิปสฺสิโก ดีพอที่จะเชิญใครๆ มาชมได้ โอปนยิโก สมควรที่จะนำเข้ามาใส่ตัว ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ เป็นธรรมรู้ได้เฉพาะตัวผู้ปฏิบัติ
เมื่อท่านคฤหบดีพิจารณาเห็นแจ้งซึ่งความเลื่อมใส สวากขาตธรรมในตนอยู่เสมอแล้ว เวทนาทั้งหลาย ก็จะพึงสงบลงได้โดยพลัน
ท่านคฤหบดี ปุถุชนผู้ไม่มีความเลื่อมใสอันมั่นคงในพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค ไม่ได้สดับอยู่ เบื้องหน้าแต่แตกกายทำลายขันธ์แล้วย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก แต่สำหรับท่าน ความไม่เลื่อมใสเช่นนั้นไม่มี แท้จริง ท่านคฤหบดี มีความเลื่อมใสอันมั่นคงในพระสงฆ์ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่เสมอว่า
“พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า สุปฏิปนฺโน ปฏิบัติดี อุชุปฏินฺโน ปฏิบัติตรง ญายปฏิปนฺโน ปฏิบัติที่จะออกไปจากทุกข์ สามีจิปฏิปนฺโน ปฏิบัติชอบ บรรดาพระสงฆ์สาวกของพะผู้มีพระภาคนี้นั้น อาหุเนยฺโย เป็นผู้ควรจะต้อนรับเป็นอย่างยิ่ง ทกฺขิเณยฺโน เป็นผู้สมควรรับไทยทานที่ชาวโลกอุทิศถวาย อญฺชลีกรณีโย เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้ อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส เป็นเนื้อนาบุญของโลก หาที่ใดเสมอมิได้
ก็เมื่อท่านคฤหบดี พิจารณาเห็นแจ้งซึ่งความเลื่อมใสในพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคในตนอยู่เสมอแล้ว เวทนาทั้งหลายก็จะพึงสงบได้โดยพลัน
ท่านคฤหบดี ปุถุชนผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้ทุศีล ไม่ได้สดับอยู่เบื้องหน้าแต่แตกกายทำลายขันธ์แล้ว ย่อมเข้าถึง อบาย ทุคคติ วินิบาต นรก แต่สำหรับท่าน ความเป็นผู้ทุศีลเช่นนั้น ไม่มี แท้จริง ท่านคฤหบดี โดยปกติย่อมประกอบด้วย อริยกันตศีล ซึ่งรักษาไว้ด้วยดี ไม่ด่าง ไม่พร้อย บริสุทธิ์ สามารถทำสมาธิให้เกิดขึ้นได้
เมื่อท่านคฤหบดีเห็นแจ้งอยู่ซึ่งอริยกันตศีลนั้น อันมีพร้อมอยู่ในตนเสมอแล้ว เวทนาทั้งหลายก็จะพึงสงบได้โดยพลัน
ท่านคฤหบดี ปุถุชนประกอบด้วย มิจฉาทิฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ มิจฉาญาณ มิจฉาวิมุตติ ไม่ได้สดับอยู่ เบื้องหน้าแต่แตกกายทำลายขันธ์แล้ว ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก แต่สำหรับท่าน มิจฉา ๑๐ ประการ เช่นว่านั้น ไม่มี แท้จริง ท่านคฤหบดี โดยปรกติย่อมประกอบด้วย สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติ
เมื่อท่านคฤหบดีพิจารณาเห็นแจ้งอยู่ซึ่งธรรมทัสสนะ ๑๐ ประการ มีสัมมาทิฐิ เป็นต้น อันมีพร้อมอยู่ในตนเสมอแล้ว เวทนาทั้งหลาย ก็จะพึงสงบได้โดยพลัน
เมื่อท่านอนาถบิณฑิกะมหาเศรษฐี สดับธรรมโอวาทของท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร พิจารณาตามกระแสเทศนา ด้วยจิตสงบเวทนาซึ่งเกิดแต่ความป่วยไข้ทั้งหลาย ได้สร่างบางเบาบรรเทาหายเป็นปกติในขณะนั้น
ลำดับนั้น ท่านมหาเศรษฐีได้ลุกขึ้นมาถวายอาหารบิณฑบาตอังคาส ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระ และพระอานนทเถระ ด้วยสำรับคาวหวาน ซึ่งได้จัดไว้สำหรับท่านมหาเศรษฐีโดยเฉพาะ ด้วยมือของตนเองและนั่งปรนนิบัติพระเถระเจ้าทั้งสองอยู่ในที่ใกล้นั้น
เมื่อพระเถระเจ้าทั้งสอง ฉันภัตตาหารที่ท่านมหาเศรษฐี อังคาส อิ่มหนำแล้ว ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้กล่าวอนุโมทนาไทยทานด้วย อริยธนคาถา ว่า ยสฺส สทฺธา ตถาคเต เป็นอาทิ ความว่า “ ผู้ใดมีศรัทธา ตั้งมั่นดีแล้วในพระตถาคตเจ้า ผู้เป็นพระสัมพุทธเจ้านาถะของโลก มีศีลงาม ซึ่งพระอริยะเจ้าทั้งหลายสรรเสริญแล้ว มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์สาวก กับมีอุชุภูตทัสสนะ คือ ความเห็นแจ้งในธรรมโดยชอบ รวม ๔ ประการ ผู้นั้น นักปราชญ์ทั้งหลายสรรเสริญว่า เป็นผู้ไม่ขัดสน ชีวิตของเขาไม่เปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญา เมื่อมาระลึกคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายแล้ว พึงประกอบคุณธรรม ๔ ประการ คือ ศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และธรรมทัสสนะ ไว้ในตนให้พร้อมมูล
ท่านอนาถบิณฑิกะ เพลิดเพลินในกระแสธรรมโอวาทนั้น แล้วประณมมือถวายความคารวะ ประกาศความรู้สึกซาบซึ้งในเมตตาธรรมของพระมหาเถระ ที่กรุณาอุตส่าห์มาประทานธรรมโอสถ พร้อมทั้งสรรเสริญในความไพเราะของธรรมโอวาทของท่านในเวลาจบเทศนา
ครั้นพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรอนุโมทนาให้ท่านมหาเศรษฐี ได้ความเบิกบานอาจหาญในธรรมแล้ว ก็ลากลับพระเชตวันวิหาร
เมื่อพระอานนทเถระเจ้ากลับถึงพระมหาวิหารเชตวันแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับ
พระสัมพุทธเจ้าตรัสกะพระอานนทเถระเจ้าว่า “ อานนท์ เมื่อเช้านี้เธอไปที่ไหนมา”
“ข้าพระองค์ได้ไปเยี่ยมท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี ที่นิเวศน์ของท่าน พระเจ้าข้า”
“ท่านอนาถบิณฑิกะ เป็นอะไรหรือ อานนท์”
“ท่านไม่สบาย พระเจ้าข้า”
“อานนท์ อนาถบิณฑิกะ ไม่สบายเป็นอะไรไป”
“ก็เป็นไข้ธรรมดานี่แหละ พระเจ้าข้า” พระอานนท์กราบทูล
“แต่ไม่สบายมาก ทั้งท่านอนาถบิณฑิกะ ก็ปรารถนาจะได้เห็นท่านพระธรรมเสนาบดีด้วย แต่ท่านธรรมเสนาบดี มีเมตตาข้าพระองค์มาก เห็นว่าข้าพระองค์คุ้นเคยกับท่านอนาถบิณฑิกะ เมื่อท่านจะไปนิเวศน์ท่านอนาถบิณฑิกะ จึงได้เมตตาให้ข้าพระองค์ร่วมไปด้วย”
“เวลานี้ อาการไข้ของท่านอนาถบิณฑิกะ เป็นอย่างไรบ้างอานนท์”
“หายแล้ว พระเจ้าข้า” พระอานนท์กราบทูล
“ช่างเป็นเหตุอัศจรรย์จริงๆ พระเจ้าข้า เนื่องด้วยพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ได้เมตตาประทานธรรมโอสถแก่ท่านอนาถบิณฑิกะเหมือนนายแพทย์ที่เชี่ยวชาญ วางยาแก่คนไข้ ถูกโรค แล้วโรคนั้นก็พลันหาย” แล้วพระอานนทเถระเจ้า ก็ได้กราบทูลเรื่องทั้งปวงถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงทราบ
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบแล้ว จึงรับสั่งอนุโมทนาว่า “ อานนท์ สารีบุตร เป็นบัณฑิต อานนท์ สารีบุตร เป็นผู้มีปัญญามาก ได้จำแนกโสดาปัตติอังคะ คือ องค์แห่งพระโสดาบัน ๔ ให้พิศดารออกไปโดยอาการ ๑๐ ประการ ดังที่พระสารีบุตรได้แสดงแล้วนั้นเถิด”
———————————————–
ตำนานอนัตตลักขณสูตร
“อนัตตลักขณะสูตร” เป็นพระสูตรใหญ่ เป็นพระสูตรที่มีความสำคัญสูตรหนึ่ง ในบรรดาพุทธมนต์ทั้งหลาย ด้วยเป็นพระสูตรที่สอง รองจากธรรมจักกัปปวัตตนสูตรลงมา ที่ว่า เป็นพระสูตรที่มีความสำคัญนั้น ก็เพราะว่า อานุภาพของพระสูตรนี้แหละ ที่บันดาลให้พระอริยสงฆ์สาวก เป็นพระอรหันต์ขึ้นในโลก เป็นครั้งแรก แปลว่า พระอรหันต์สาวก ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก ด้วยอนัตตลักขณะสูตรนี้โดยแท้ ดังนั้น จึงได้กล่าวว่า เป็นพระสูตรที่มีความสำคัญมากอยู่
เมื่อพิจารณาดูตามความสำคัญของพระสูตรนี้แล้ว น่าจะนิยมสวดนิยมสาธยายในสถานที่สำคัญทั่วๆไป เช่นในสถานที่ประกอบพิธีมงคลต่างๆ แต่ประหลาดที่รูปการณ์กลับตรงข้าม ในประเทศเราไม่นิยม เช่นนั้น กลับนิยมให้พระสงฆ์สวดในงานทักษิณานุปทาน คือในงานศพเท่านั้น ทั้งนิยมสวดในงานทำบุญ ๗ วันของผู้ตายเสียด้วย จึงเป็นรูปการณ์ผิดจากที่เราคาดคะเน แต่ก็ไม่มีใครขัดแย้ง ฝึกทำตามรูปการณ์อย่างที่เรานึก เราคิด คงปล่อยตามเลย จัดกัน ทำกันตามความนิยม โดยเกรงจะเป็นโทษ ไม่เกิดประโยชน์ดังมุ่งหมายไว้ เป็นอันว่า ทำตามท่าน สบายใจดี จะได้ยุติกันเป็นแบบว่า ถ้าสวดมนต์ทำบุญ ๗ วัน ขณะที่ศพอยู่กับสถานที่นั้นๆ ให้พระสงฆ์สวดอนัตตลักขณะสูตร
เรื่องนี้ ส่วนมากคฤหัสถ์เห็นจะรู้น้อยคน หากแต่เป็นความนิยมในหมู่พระเจ้าพระสงฆ์เอง และก็เป็นความนิยมที่เกิดขึ้นจากการปรับปรุงพิธีการทำบุญ ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน ซึ่งเพิ่งได้เริ่มมีงานทำบุญแบบนี้ขึ้น เมื่อรัชสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ปิยมหาราช รัชกาลที่ ๕ นี้เอง และเป็นเรื่องที่สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงจัดถวายให้สมพระราชประสงค์ ที่ทรงพระราชดำริจะบำเพ็ญพระราชกุศลส่วนเปตพลี ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน เพื่อให้ได้เจริญพระพุทธมนต์ เฉพาะบทใหญ่ๆ โดยไม่ซ้ำกัน เช่นเดียวกับงานพระราชพิธีตรุษ ขึ้นปีใหม่ ซึ่งมี ๓ วัน พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ทั้ง ๓ วัน ก็ไม่ซ้ำกัน คือวันหนึ่ง เจริญพระพุทธมนต์อย่างหนึ่งๆ คือวันที่ ๑ สวด ๗ ตำนาน วันที่ ๒ สวดธรรมจักร วันที่ ๓ สวดมหาสมัย ต่างกันทุกวันจนเสร็จพระราชพิธี
ดังนั้น งานพิธีทำบุญส่วนเปตพลี ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน จึงควรมีพุทธมนต์สำหรับสวดเป็นประจำ ในพิธีกรรมของพระสงฆ์ดังกล่าวแล้วในการเลือกคัดจัดสรรพระพุทธมนต์สำหรับสวดประจำวันที่กล่าวนั้น ก็เลือกคัดโดยอนุโลมตามประเพณีเดิม คือ ประเพณีเดิมนิยมสวด มาติกา พระธรรม ๗ คัมภีร์ สุดท้ายก็ลงเอยด้วย อนิจฺจา วต สงฺขารา เป็นต้น ฉะนั้น พระพุทธมนต์ที่คัดเลือกเอามาสวดใน ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน ก็เป็นมนต์ที่ทรงอรรถรส อนุโลมตามนัยนั้น ดังกล่าวแล้ว
เมื่อ อนัตตลักขณะสูตร มีอรรถในทำนองนั้น จึงได้รับยกขึ้นเป็นมนต์สวดประจำงานทำบุญ ๗ วัน ครั้นเมื่อได้ทำกันจนเปนประเพณีนิยมเสียแล้ว การจะย้ายเอาอนัตตลักขณะสูตรไปสวดในงานอื่นไม่ใช่งานศพ ย่อมเป็นการฝืนความรู้สึกของประชุมชนอย่างแรง ผู้รู้ทั้งหลายจะไม่พอใจทำกันเป็นแน่ ทั้งๆที่รู้อยู่ว่า อนัตตลักขณะสูตร เป็นพระพุทธมนต์ที่ทรงคุณพิเศษ ซึ่งควรจะเป็นมงคลพิเศษดังกล่าวแล้ว ก็สู้อนุโลมตามไม่ได้ สบายใจ
ฉะนั้น จะได้เล่าถึงความเป็นมาของพระพุทธมนต์บทนี้ พอเป็นเครื่องเจริญศรัทธาสัมมาปฏิบัติ ของพุทธบริษัทสืบไป เรื่องมีว่า :-
เมื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประทานธรรมจักกัปปวัตตนสูตร เทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ฤๅษีทั้ง ๕ ให้พระอัญญาโกณทัญญะได้ธรรมจักษุ บรรลุพระโสดาปัตติผลแล้ว ก็ทรงพระโสมนัสผ่องแผ้วเบิกบานพระทัย ด้วยสมพระมโนนัยที่ได้ทรงพระอุตสาหะเสด็จมา โปรดให้พระอัญญาโกณทัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม หมดจด เกิดญาณทัศนะปรากฏชัดเป็นพยานในจตุราริยสัจจ์ ที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วเป็นอย่างดี ต่อนั้นสมเด็จพระชินศรี ก็ทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา ให้พระอัญญาโกณทัญญะเป็นภิกษุสงฆ์ทรงจาตุปปาริสุทธิศีล ในพระพุทธศาสนาเป็นองค์แรก แปลกกว่าบรรพชิตทั้งหลายด้วยสุปฏิบัติ เพราะดำเนินในอริยวงศานุวัตรตามสมณะวิสัย ซึ่งมั่นคงอยู่ในอริยปฏิปทา
ครั้นวันรุ่งขึ้น เป็นวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันวัสสูปนายิกา วันเข้าปุริมพรรษา พระบรมศาสดาจึงทรงจำพรรษา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวันด้วยพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ในวันต่อมาทรงแสดงปกิรณกเทศนาโปรดท่าน วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสชิ ทั้ง ๔ รูป ให้บรรลุโสดาปัตติผล เป็นพระอริยบุคคล เสมอด้วยพระอัญญาโกณทัญญะแล้ว ครั้นถึงวันแรม ๕ ค่ำ ก็โปรดให้พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ นั้น เข้ามาเฝ้า รับพระธรรมเทศนาเพื่อบรรลุอริยผลเบื้องสูงต่อไป เมื่อพระปัญจวัคคีย์เข้ามาใกล้ตั้งใจสดับพระโอวาทอยู่พร้อมกันแล้ว จึงโปรดประทานพระธรรมเทศนาอนัตตลักขณะสูตร โดยพระพุทธภาษิตว่า รูปํ ภิกฺขเว อนตฺตา เป็นอาทิ ความว่า “ภิกษุทั้งหลาย รูป คือ ร่างกาย, เวทนา คือ ความรู้ สุขทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์,สัญญา คือ ความจำ, สังขาร คือ สภาพที่เกิดกับใจ ปรุงใจให้ดีบ้าง ชั่วบ้าง และวิญญาณ คือใจ ขันธ์ ๕ นี้เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตน, ถ้าขันธ์ทั้ง ๕ นี้ จักได้เป็นตนแล้ว ขันธ์ ๕ นี้ ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่อความลำบาก และผู้ที่ถือว่า เป็นเจ้าของ ก็จะพึงปรารถนาได้ในขันธ์ ๕ นี้ ตามใจหวังว่า “ จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าเป็นอย่างนั้นเลย” เหตุใด ขันธ์ ๕ นี้ไม่ใช่ตน เหตุนั้น ขันธ์ ๕ นี้ จึงเป็นไปเพื่อความลำบาก และผู้ที่ถือว่าเป็นเจ้าของ ย่อมปรารถนาไม่ได้ในขันธ์ ๕ นี้ ตามใจหวังว่า “จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าเป็นอย่างนั้นเลย”
พระองค์ทรงแสดงขันธ์ ๕ ว่า เป็นอนัตตา สอนภิกษุปัญจวัคคีย์ให้พิจารณาแยกกาย ใจ อันนี้ออกเป็นขันธ์ ๕ เป็นทางวิปัสสนาอย่างนี้แล้ว ตรัสถามความเห็นของท่านทั้ง ๕ ว่า “ ภิกษุทั้งหลาย ท่านสำคัญความนั้น เป็นไฉน ขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า”
“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นตนของเรา”
“ไม่อย่างนั้น พระเจ้าข้า”
ต่อไปนี้ พระองค์ตรัสสอนสาวกทั้ง ๕ ให้ละความถือมั่นในขันธ์ ๕ นั้น ต่อพระธรรมเทศนาข้างต้นว่า “ภิกษุทั้งหลาย เหตุนั้นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันใดอันหนึ่ง ล่วงไปแล้วก็ดี ยังไม่มีมาก็ดี เกิดขึ้นจำเพาะบัดนี้ก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี งามก็ดี ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ท่านทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงแล้วอย่างไร ดังนี้ว่า “นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา” ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้ว เมื่อเห็นอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ครั้นเบื่อหน่าย ก็ปราศจากความกำหนัด รักใคร่ เพราะปราศจากความกำหนัด รักใคร่ จิตก็พ้นจากความถือมั่น เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็มีญาณรู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นรู้ชัดว่า ความเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้ประพฤติจบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อเป็นอย่างนี้มิได้มี เมื่อพระบรมศาสดาตรัสพระธรรมเทศนาอนัตตลักขณะสูตรอยู่ จิตของภิกษุปัญจวัคคีย์ ผู้พิจารณาภูมิธรรมตามกระแสเทศนานั้น พ้นแล้วจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน สำเร็จพระอรหันต์ เป็นพระอริยสงฆ์องค์พระอรหันต์บังเกิดขึ้นในโลก ๕ องค์ด้วยกัน ด้วยประการฉะนี้ .
ตำนานสุปุพพัณหสูตร
วันขึ้นปีใหม่ ถือเป็นฤกษ์ดี ยามดีสำหรับชีวิตที่ผ่านปีเก่ามาแล้ว ถึงปีเก่าจะลำบาก หรือทุกข์ยาก เดือดร้อนอย่างไร ก็ถือว่าสิ้นเคราะห์ไปที บัดนี้ขึ้นปีใหม่แล้ว ชีวิตของปีใหม่มีหวังจะดีขึ้น สะดวกขึ้นในการดำรงชีพ ชีวิตจะเป็นสุขขึ้น ทำให้มีกำลังใจในอันจะปฏิบัติการงาน ลืมชีวิตปีเก่านั้นเสีย ฝันถึงอนาคตที่คาดว่าจะสดชื่นใหม่ต่อไป เตรียมตัวเข้าจับงานเพื่อรับโชคปีใหม่
ผู้ที่มีชีวิตเป็นสุข สะดวกในการดำรงชีพ อยู่ดีกินดี ก็ดีใจหวังก้าวหน้าในการงานและประโยชน์ขึ้นไปอีก บ้างก็ส่งความสุขปีใหม่ไปให้กัน ด้วยการอวยพร ด้วยถ้อยคำที่ไพเราะจับใจ นิยมเรียกว่า พรปีใหม่บ้าง ความสุขปีใหม่บ้าง ที่มีกำลังถึงกับทำบุญเลี้ยงพระส่งปีเก่ารับปีใหม่ ก็มีไม่น้อย
แม้ทางราชการ ก็มีหลายกระทรวงทบวงกรม ที่ทำบุญส่งปีเก่ารับปีใหม่ สำหรับพระนคร ทางราชการเทศบาลนคร ได้จัดให้มีการมหรศพ ณ ท้องสนามหลวงหลายอย่าง เช่น โขน ละคร ภาพยนตร์ เป็นต้น เป็นงานส่งปีเก่ารับปีใหม่เช่นกัน มีเต๊นท์ ปะรำ สำหรับพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และรุ่งเช้าของวันที่ ๑ ก็นิมนต์พระสงฆ์ต่างๆ วัดมารับบาตร ณ ท้องสนาม อันเป็นสถานที่กว้างขวางพอรับรองมหาชนที่พากันมาสดชื่นในยามเช้าของวันใหม่ เดือนใหม่ ปีใหม่
สำหรับประชาชนผู้มีใจบุญต่างก็นำอาหารอันควรแก่สมณะบริโภค เช่น ข้าวสุก สูปพยัญชนะ ขนมสด ขนมแห้ง ผลไม้ เผือก มัน ปรุงแต่งอย่างประณีต นำมาใส่บาตรพระสงฆ์ในยามเช้า ณ ท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นสถานที่สะอาดและกว้างขวาง พอรับรองมหาชนที่พากันมาสดชื่นรื่นเริงการบุญได้ทั่วกัน ในวันใหม่ของปีใหม่ เพื่อความสวัสดีมงคลของชีวิตในปีใหม่ ดูในหน้าเบิกบานสดชื่นจริงๆ ตั้งอกตั้งใจทำบุญด้วยกิริยาอาการเรียบร้อย พูดจาไพเราะน่าฟัง แม้จะมีใครพลั้งมากระทบกระทั่งก็ไม่ใส่ใจ ไม่โกรธ ให้อภัยกัน ด้วยเกรงจะเป็นมลทินสำหรับชีวิตของปีใหม่ เห็นแล้วน่ารักน่าชม จึงเป็นงานที่นิยมของคนส่วนมาก บางคนบางท่านก็พากันไปทำบุญที่วัด หรือไม่ก็ใส่บาตรหน้าบ้าน ทั้งนี้ทั้งนั้นรวมลงในการทำบุญส่งปีเก่า รับปีใหม่
การคิดเลิกละงานอันไม่เป็นมงคลก็ดี การตั้งต้นใหม่ในงานที่ชอบก็ดี ในดิถีเช่นนี้ เป็นความสวัสดีแท้ เพราะการตั้งใจชอบ ด้วยยากที่จะหาอนุภาพใดๆ อันสามารถทำคนให้ดีให้ประเสริฐได้ เหนือความตั้งใจไว้ชอบ สมด้วยพระโอวาทของพระบรมศาสดาตรัสประทานไว้ว่า สมฺมาปณิหิตํ จิตฺตํ เสยฺยโส นํ ตโต กเร. ความว่า จิตที่เขาตั้งไว้ชอบแล้วจะทำเขาให้ประเสริฐกว่า อันการตั้งใจไว้ชอบในงานอันเป็นมงคล ซึ่งสามารถจะยกตนให้พ้นจากทุกข์หรือยากจนนี้เป็นความดีความงามแท้ แม้จะยังมิได้ลงมือทำก็ตาม เพียงแต่โอภาปราศรัย ด้วยใจอันเป็นกุศล หรือแม้ที่สุดเพียงการยิ้มแย้มปรากฏที่ใบหน้าเท่านั้นก็ยังชวนให้น่ารักน่าชม น่าคบหาสมาคมด้วยไม่น้อย จงดูการพรอดประจ๋อประแจ๋ของนกกระจิบตัวน้อยๆ ในยามเช้าเถิด มันพากันออกจากรวงรัง เพื่อรับแสงสว่าง ส่งเสียงอย่างมีความสุข โผจากกิ่งไม้นี้ไปจับกิ่งไม้โน้นด้วยความสดชื่น เรายังรู้สึกแทนมันว่า มันมีความสุขใจนี่กระไร ถึงกับนักแสวงมงคลถือว่าการได้เห็นได้ฟังเสียงนกร้องเสนาะหูในยามเช้าเช่นนี้ เป็นมงคลอย่างหนึ่ง
ส่วนการตั้งใจดี ต่อตัว หรือต่อญาติมิตร ด้วยการประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์ต่อกัน จะด้วยการบุญกุศลก็ดี จะด้วยการงานเลี้ยงชีพก็ดี จะด้วยโอภาปราศรัยก็ดี โดยที่สุดจะเพียงยิ้มแย้มต่อกันก็ดี ในยามนี้ ในขณะนี้ เช่นในเช้าวันที่ ๑ อันเป็นเวลาของวันใหม่ เดือนใหม่ ปีใหม่ ยามนี้ ขณะนี้ท่านจัดว่าเป็นมงคล เป็นฤกษ์ดี ยามดียิ่งนัก แม้สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ ก็ทรงตรัสอนุวัตรตาม คือทรงแสดงว่าเป็นฤกษ์ดี ยามดีของเขาจริง ดังปรากฏในสุปุพพัณหสูตร ซึ่งสมควรจะได้รู้ความเป็นมาของพระสูตรนี้ก่อนเรื่องมีว่า
ในสมัยก่อนพุทธกาล ก็ดี แม้ในสมัยพุทธกาล ก็ดีมหาชนยังนิยมถือฤกษ์ดี ยามดียิ่งกว่าในบัดนี้มาก กำหนดเอาดวงอาทิตย์บ้าง ดวงจันทร์บ้าง ดวงดาวบ้าง กำหนดเอาแม้สายฟ้าแลบ สายฟ้าฟาด ที่สุดแม้ก้อนเมฆ ในเวลาต่างๆกัน ตามนิยมกัน ถือว่าเป็นฤกษ์ดี ยามดี เพื่อประกอบกรรมดีบ้าง กรรมชั่วบ้าง เพื่อความเป็นธรรมบ้าง เพื่อความไม่เป็นธรรมบ้าง ครูอาจารย์เจ้าลัทธิในสำนักทั้งหลายต่างก็บัญญัติฤกษ์ยามตามความรู้ความสามารถของตนๆ ประชาชนพากันเคารพรับเอามาเป็นเวลาประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตามที่เคยประจักษ์ผลมาแล้ว และต่างก็พากันยกย่องสรรเสริญครูอาจารย์ของตนเทอดไว้ในฐานะสูงยิ่ง
เมื่อพระพุทธศาสนาเกิดเป็นหลักปฏิบัติความดีความงาม เป็นหลักการทำบุญกุศลรุ่งเรืองขึ้นในท่ามกลางของลัทธิทั้งหลาย และได้รับความนิยมจากมหาชนยิ่งกว่าลัทธิอื่นๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นจากเสียงมหาชนว่าพระบรมศาสดาทรงบัญญัติฤกษ์ยาม อนุวัตรตามความนิยมของตำหรับ พยากรณ์ของครูอาจารย์ทั้งหลายอื่นหรือไม่ เพียงใด ข้อนี้เป็นมูลเหตุในพระบรมศาสดาตรัส สุปุพพัณหสูตร ความย่อว่า พระองค์ก็มิได้ทรงปฏิเสธ คัดค้านฤกษ์ยามนั้นๆ แต่พระองค์ตรัสว่า วัน เวลา นั้นจะเป็นฤกษ์ดียามดีสำหรับบุคคลที่มีใจดี-ทำดี ด้วยวันและเวลาจะเป็นฤกษ์ดียามดีแก่บุคคลทั่วไปหาได้ไม่ ถ้าบุคคลมาตั้งใจไว้ดีต่อตัว ต่อญาติมิตรด้วยการประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์สุข จะด้วยการงานก็ดี ด้วยถ้อยคำที่ไพเราะก็ดี หรือด้วยน้ำใจอันงาม ที่สุดแม้แต่การยิ้มแย้ม มองดูหน้ากันด้วยไมตรีจิตแล้ว วันและเวลาที่เขานิยมว่าเป็นฤกษ์ดียามดี จึงจะเป็นฤกษ์ดียามดีอันแท้จริง ดังเช่นประชาชนผู้มีใจงาม กระทำกันในเช้าวันที่ ๑ นี้
ดังนั้น วันใหม่สำหรับปีใหม่นี้ จึงเป็นวัน เวลาที่เป็นฤกษ์ดียามดีของทุกคนที่ใจงามมีความตั้งใจดี โดยมานึกว่า ปีเก่าหมดไปแล้ว ปีใหม่เวียนมา มาเป็นอายุใหม่ มาเป็นชีวิตใหม่ของเรา ดีใจต่อวันใหม่ปีใหม่ ลืมเหตุการณ์อันไม่เป็นมงคลในปีเก่าทั้งสิ้นเสีย พร้อมกับตั้งใจพยายามทำงานต้อนรับฤกษ์ดียามดีในปีใหม่นี้ และด้วยอำนาจงานที่เริ่มพยายามทำด้วยดี ในวันเวลาที่เป็นฤกษ์ดียามดีในปีใหม่ ก็จะเกิดเป็นสวัสดีมงคลอำนวยผลให้รุ่งเรือง มีความสุขกายสุขใจตามวิสัย สมดังมโนรถทุกประการ.
ตำนานวิหารทานกถา ๒
อนุโมทนาวิหารทานกถา ความจริง บาลีวิหารทานกถานั้น เป็นบทเดียวกันกับที่ได้บรรยายมาแล้ว แต่ที่ต้องยกขึ้นบรรยายอีกครั้งหนึ่ง ก็เพราะว่า วิหารทานกถาพระบรมศาสดาทรงแสดงไว้ในที่ต่างกัน คราวก่อน พระผู้มีพระภาคแสดงอนุโมทนาแก่ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐี ซึ่งสร้างวัดพระเชตวันวิหารถวาย ณ พระนครสาวัตถี คราวนั้นเป็นการถวายวัดทั้งวัด พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุโมทนา ด้วยวิหารทานกถา นั้น
ส่วน วิหารทานกถา ที่จะบรรยายในบทนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอนุโมทนาแก่ท่านราชคหกเศรษฐี ในเมืองราชคฤห์ ซึ่งสร้างกุฎี ๖๐ หลัง ความจริง กุฎี นั้น ในบาลีภาษาเรียกว่า กุฏิ, คนไทยนิยมใช้เรียกทั้ง ๒ อย่างว่า กุฏิ บ้าง กุฎี บ้าง สุดแต่จะเห็นควรหรือสุดแต่จะพอใจ หากแต่ความหมายของคำว่า กุฏิ หรือ กุฎี ที่เราเอามาใช้เรียกนั้น ไม่ตรงกับความหมายเดิม ซึ่งความหมายเดิม ของ กุฎิ หรือ กุฏี มุ่งเอากระท่อมน้อยๆ ใช้ใบไม้ใบหญ้า ทั้งมุง ทั้งบัง แบบโรงนาชั่วคราว ไม่ยกพื้น แม้บางแห่งจะยกพื้นก็ยกพอกันน้ำ กันชื้นแฉะ หรืออันตรายอื่นเล็กน้อย เท่านั้น แต่กุฎิ หรือ กุฏี ในบัดนี้ สร้างกันล้วนเป็นลักษณะของวิหารทั้งหมด กุฏิ หรือกุฎี แบบเดิมเห็นจะหาได้ยาก จะมีบ้างก็เสนาสนะป่า หรือสำนักสงฆ์ซึ่งปลูกสร้างใหม่ เพื่อพักอาศัยชั่วคราว ดังนั้นในบาลีเสนาสนะขันธ์ที่ทรงอนุญาตเสนาสนะสำหรับภิกษุเพิ่มขึ้น จึงไม่ปรากฏว่ามีกุฏิรวมอยู่ด้วย ในคราวสร้างวัดพระเชตวันวิหาร ก็สร้างวิหารเป็นที่อยู่สำหรับพระไว้มาก แต่ก็ไม่มีกุฎิที่พระอยู่ มีแต่กัปปิยะกุฎี ซึ่งแปลว่า โรงครัว
ในภิกขุปาฏิโมกข์ มีกุฎิเป็นเสนาสนะที่อยู่ของพระหลายแห่งล้วนแต่ขนาดเล็กซึ่งส่วนมากเป็นของพระทำกันเอง หลังหนึ่งๆยาว ๖ ศอก กว้าง ๔ ศอก มุง บัง อย่างง่ายๆเป็นที่อยู่ชั่วคราว เหมือนรังนกรังกา ไม่เป็นหลักฐาน ให้ห่วงใย จากไปก็ไม่อาลัยถึง ด้วยไม่ถาวรหรืองดงาม แต่อย่างใด สังเกตดูในบาลี อนุโมทนากถา จะเห็นชัดว่า เป็นวิหารแท้ๆ หากแต่คำว่า วิหาร ของเราที่นิยมเรียกกัน เราก็สร้างเสียใหญ่โตจนพระสงฆ์องค์เจ้าไม่กล้าอยู่ ถ้าจะอยู่ก็อยู่กันเป็นหมู่ เป็นคณะ มากรูปทีเดียว เมื่อไม่มีพระสงฆ์อยู้ ตกลงก็เลยสร้างพระพุทธรูปองค์ขนาดใหญ่ๆ ประดิษฐานไว้ ดูวิหารพระนอนในวัดพระเชตุพน เป็นตัวอย่าง เลยเป็นสถาบันว่า วิหารนั้น เป็นที่ของพระพุทธเจ้าประทับ เช่น พระเชตวันวิหาร กุฎี นั้น เป็นของพระสงฆ์อยู่ ความจริง ก็ไม่แน่เสมอไป เราคงเคยได้ยินได้ฟังกันว่า พระพุทธเจ้าทรงประทับที่พระคันธกุฎีบ่อยๆเหมือนกัน ถ้าจะแก้ว่า นั่นเป็นกุฎีพิเศษ ดูก็พอไปได้ กุฎีพระในยุคปัจจุบันนี้ ลักษณะเป็นวิหารหมด เพราะใหญ่โต ดูตัวอย่างกุฎีเจ้าอาวาสในวัดทั้งหลายเป็นตัวอย่าง
แม้กุฎีในลัทธิศาสนาอื่น เช่น กุฎีเจ้าเซ็น กุฎีจีน ฝั่งธนบุรี ก็ไม่ใช่รูปกระท่อม ผิดจากลักษณะกระท่อมมาก เหมือนฟ้ากับดินทุกแห่ง ด้วยเหตุนี้จึงจำต้องยอมรับโดยสนิทใจว่ากุฎีในบัดนี้ ก็คือวิหารในบัดโน้น นั่นแล
อย่างไรก็ตาม ในบาลีไม่เคยมีพระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาแก่คนถวายกุฏิ ซึ่งได้แก่กระท่อมน้อยๆดังกล่าวแล้ว ซึ่งส่วนมากพระทำกันอยู่เอง เพราะเป็นเสนาสนะชั่วคราว ที่พอจัดพอทำกันได้ จึงมิได้ปรากฏว่ามีคนสร้างถวาย ถึงแก่มีพระบาลีอนุโมทนา มีแต่อนุโมทนาเฉพาะแก่คนถวายวิหาร แต่เมื่อเข้าใจว่า กุฎีส่วนมากในบัดนี้ แท้ก็คือวิหาร แล้วเรื่อง อนุโมทนาทาน ก็ชอบที่จะใช้ วิหารทานอนุโมทนา และความจริงก็นิยมใช้ในสังฆมณฑลแล้ว ฉะนั้น ไม่ว่าจะมีงานฉลองกุฏิในวัดใดๆ เมื่อพระสงฆ์ในที่นั้นอนุโมทนา ก็ต้องอนุโมทนาด้วย วิหารทานกถา ต่อท้ายสัพพีทุกแห่งไป โดยอนุโลมตามพระพุทธจริยา ที่พระบรมศาสดาตรัสอนุโมทนาแก่ท่านราชคหกเศรษฐี สร้างกุฎีถวาย
เพราะฉะนั้น จะได้นำเรื่องอันเป็นต้นเหตุให้พระบรมศาสดาตรัสอนุโมทนาบทนี้เป็นเยี่ยงอย่างมาบรรยาย เพื่อเพิ่มศรัทธาปสาทะของพุทธมามกะสืบไป เรื่องมีว่า
ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับ ณ พระเวฬุวันวิหาร ใกล้สถานที่พระราชทานเหยื่อเลี้ยงกระแตของพระเจ้าพิมพิสารมหาราช พระนครราชคฤห์ ในเวลานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ยังมิได้บัญญัติอนุญาตเสนาสนะให้ภิกษุอยู่อาศัย ภิกษุทั้งหลายพากันอาศัยอยู่ตามป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ชายป่า กลางแจ้ง และลอมฟางบ้าง ตามอัธยาศัย
ถึงเวลาภิกษาจาร หรือประชุมฟังพระโอวาท ก็พากันออกจากที่อยู่อาศัยนั้นๆ ด้วยอาการสงบ สำรวจอิริยาบถเป็นอันดี คือจะก้าวไปข้างหน้าหรือจะถอยหลัง จะเหลียวซ้ายแลขวา จะคู้เข้าหรือเหยียดออก ก็อยู่ในอาการสังวรทุกระยะ งามด้วยกิริยาอาการ เป็นที่น่าเลื่อมใสยิ่งนัก
วันหนึ่ง ท่านราชคหกเศรษฐี ออกจากพระนครไปสวน ได้เห็นพระภิกษุสงฆ์มีอาการสังวรสงบ อยู่ในภาวะของสมณะดังกล่าวแล้ว ก็เลื่อมใสในสุปฏิบัติของภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อเลื่อมใสแล้วก็เกิดศรัทธา คิดจะถวายอุปถัมภ์บำรุงในเรื่องที่อยู่อาศัยให้ภิกษุทั้งหลายได้ความสุข ตามสมควรแก่สมณวิสัย ดังนั้น เมื่อได้โอกาส ท่านราชคหกเศรษฐีจึงเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้น ครั้นผ่านการสนทนาปราศรัยพอเป็นที่เจริญใจ ตามวิสัยของสัตตบุรุษผู้แสวงบุญแล้ว ท่านราชคหกเศรษฐีจึงกล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า หากกระผมจะสร้างกุฎีวิหารให้พำนักอาศัย พระคุณเจ้าทั้งหลายจะพอใจอยู่ในวิหารที่กระผมสร้างถวายหรือไม่เล่า
ภิกษุเหล่านั้น ตอบว่า ท่านคฤหบดี “ อาตมาเสียใจที่ยังไม่สามารถจะรับปากท่านคฤหบดีได้ ด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้ายังมิได้ทรงอนุญาตเรื่องการเข้าพำนักอยู่ในกุฎีหรือวิหารแต่อย่างใดเลย”
“จะเป็นพระคุณมากทีเดียว” ท่านราชคหกเศรษฐี ร้องขอ “ หากพระคุณเจ้าจะได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้ได้ความชัดในเรื่องนี้ แล้วกรุณาบอกให้กระผมทราบในภายหลัง”
“อาตมาจะพยายาม ท่านคฤหบดี คิดว่าอย่างไรเสีย ความปรารถนาด้วยกุศลจิตของท่านคฤหบดีจะไม่ไร้ผลเสียทีเดียว” ครั้นภิกษุเหล่านั้นรับปากท่านราชคหกเศรษฐีแล้ว ได้หาโอกาสเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้วทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านราชคหกเศรษฐีมีศรัทธา ประสงค์จะสร้างกุฎีถวาย เพื่อพำนักอาศัย ข้าพระองค์จะพึงปฏิบัติอย่างไร ตามที่ชอบที่ควรในกรณียะข้อนี้”
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดให้ประชุมพระภิกษุทั้งหลาย ในเพราะเรื่องนี้โดยเฉพาะ แล้วรับสั่งว่า ภิกษุทั้งหลาย ฉันอนุญาตเสนาสนะ ๕ อย่าง คือ ๑. กุฎี ๒. เพิง ๓.ปราสาท ๔.ทิมแถว ๕. ถ้ำ เพื่อเป็นที่พำนักอาศัยอยู่ของภิกษุทั้งหลายจำเดิมแต่นี้ต่อไป ทั้งนี้ เป็นการเพิ่มที่อยู่อาศัยสำหรับภิกษุทั้งหลายให้มากอย่างขึ้นกว่าเดิม และประณีตกว่าเดิม มิใช่ยกเลิกที่อาศัยอยู่เดิม มีป่า และโคนไม้ เป็นต้นนั้น คงให้อยู่อาศัยตามใจสมัคร
ภิกษุทั้งหลาย รับพระโอวาทแล้ว รีบไปพบ ท่านราชคหกเศรษฐีกล่าวว่า ท่านคฤหบดี กุฎีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตให้อยู่ได้แล้วส่วนเวลาใดจะเป็นกาลสมควร ขอให้อยู่ในการพิจารณาของท่านคฤหบดีเถิด
เมื่อท่านราชคหกเศรษฐีได้รับพระพุทธานุญาตเช่นนั้นก็ดีใจ ได้ดำเนินการสร้างกุฎี ๖๐ หลังทันที ด้วยกำลังทรัพย์และกำลังช่างของท่านมีอยู่พร้อมแล้ว โดยเวลาไม่นานกุฎี ๖๐ หลัง ก็สำเร็จตามความปรารถนาครั้นกุฎีสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านราชคหกเศรษฐีจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว ทูลอาราธนาให้เสด็จรับอาหารบิณฑบาตพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ เพื่อเป็นการฉลองกุฎีใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นทูลถวายเป็นครั้งแรก ตามที่ได้ทรงประทานไว้
และเมื่อทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาด้วยการดุษณีภาพแล้ว ท่านเศรษฐีก็มีความยินดีจะลุกจากอาสนะ ทำปทักษิณถวายคารวะ กลับไปสู่นิเวศน์ของท่าน สั่งให้ตระเตรียมจัดอาหารทั้งของเคี้ยวของฉันอันประณีต เพื่อถวาย ตั้งแต่ในเวลาราตรี
ครั้นรุ่งเช้าได้เวลาสมควรแล้ว ท่านราชคหกเศรษฐีได้ส่งคนไปกราบทูลเชิญเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก เสด็จไปยังนิเวศน์ของท่านเศรษฐี ประทับยังพุทธาอาสน์ ซึ่งท่านเศรษฐีได้ปูลาดไว้เรียบร้อยเป็นอันดีแล้ว เสวยขาทนียะโภชนียาหาร โดยท่านเศรษฐีปฏิบัติถวายด้วยมือของตนเอง เมื่อเสด็จอาหารกิจแล้ว ท่านเศรษฐีได้กราบทูลว่า
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ กุฎี ๖๐ หลังนั้น ข้าพระองค์มีความต้องการบุญ ต้องการสวรรค์ ได้จัดการสร้างถวายไว้เรียบร้อยแล้ว ข้าพระองค์จะพึงปฏิบัติอย่างไรในกุฎีเหล่านั้นต่อไปนี้
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า คฤหบดี ถ้าเช่นนั้น ท่านจงมอบถวายให้เป็นเสนาสนะแก่พระสงฆ์ในจตุรทิศ ทั้งที่มาแล้วยังมิได้มาเถิด จะได้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งกองบุญมนุญญผล อันเป็นสิ่งที่ตนปรารถนาทุกประการ นี้แสดงว่า พระบรมศาสดาจารย์ ทรงแนะนำให้ทายกถวายเป็นของสงฆ์ ไม่โปรดให้ถวายแก่พระองค์โดยเฉพาะหน้า เพราะเป็นบุญญสัมปทาไม่ไพศาล ทั้งไม่ถาวรจีรังกาลดังหนึ่งถวายสงฆ์ ด้วยเป็นรากฐานดำรงคงซึ่งพระศาสนา ตลอดไปในภายหน้าหาที่สุดมิได้ ข้อนั้นเป็นตัวอย่างของชาวพุทธทั้งหลายได้ถือปฏิบัติมาจนในเวลาปัจจุบันนี้
เมื่อท่านราชคหกเศรษฐี ได้สดับอนุสาสนีพระดำรัส ก็เกิดปิติโสมนัสในดวงจิต ประณมอัญชลีถวายพระธรรมสามิสรและพระภิกษุสงฆ์ซึ่งประชุมอยู่เป็นอันมาก ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเป็นอันงาม พร้อมทั้งพระสาวกผู้ปฏิบัติตามพระโอวาท ข้าพระองค์ขอโอกาสน้อมถวายเสนาสนะ คือ กุฎี ๖๐ หลัง ซึ่งข้าพระองค์ได้ปลูกสร้างไว้เรียบร้อยเป็นอันดีแด่พระสงฆ์ ซึ่งมีสมเด็จพระชินศรีสัมพุทธเจ้า เป็นประธาน เพื่อให้เป็นสถานที่พำนักอาศัยแด่มวลสงฆ์ทั้งหลายในจตุรทิศ รูปใดมีจิตจะอยู่อาศัยก็จงอยู่ให้สุขกายสุขใจ ตลอดเมื่อนี้และเมื่อหน้าชั่วนิรันดร เพื่อเป็นบุญอันสุนทรให้เกิดประโยชน์สุขตามควรแก่วิสัย มีสวรรค์เป็นที่ไปในเมื่อหน้าให้สำเร็จดังความปรารถนาแห่งข้าพระองค์นั้นเถิด
เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้สดับคำถวายกุฎี ด้วยดวงใจอันเบิกบานของราชคหกเศรษฐี ซึ่งมอบถวายสงฆ์เป็นอันดีแล้วด้วยศรัทธาเสมือนหนึ่งหว่านข้าวกล้าลงในเนื้อนาอันบริสุทธิ์ ปราศจากต้นหญ้าและตัวสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นอันตรายแก่ธัญญชาติ โดยที่เจ้าของนาได้ไถคราด ให้ควรแก่การหว่านข้าวกล้า แล้วพระบรมศาสดาจึงได้ตรัสอนุโมทนาโดยพระบาลีว่า “สีตํ อุณฺหํ ปฏิหนฺติ” เป็นต้น มีเนื้อความตามพระนิพนธ์พุทธภาษิตว่า
เสนาสนะ ที่อยู่อาศัย ย่อมบันเทาความหนาว ความร้อน ป้องกันเนื้อร้าย ป้องกันงู และยุงได้ ป้องกันฝนก็ได้ แม้ลมและแดดกล้าที่ตั้งขึ้น ก็ยังบันเทาได้
การถวายกุฎีวิหารที่อยู่อาศัยแก่พระสงฆ์ เพื่อเร้นอยู่ ของผู้ต้องการความสงบเพื่อความสุข เพื่อฌาน ( เพ่งพิจารณา) เพื่อวิปัสสนา ( เห็นแจ้ง) พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า เป็นทานเลิศ
เพราะเหตุนั้น ผู้มีปัญญาเมื่อเล็งเห็นประโยชน์ของตน พึงสร้างกุฎี วิหาร ที่อยู่อาศัย อันรื่นรมย์ ให้ภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นพหุสูตรอยู่เถิด
อนึ่ง พึงถวายข้าว น้ำ ผ้า และเสนาสนะแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ด้วยน้ำใจเลื่อมใสในท่านผู้ปฏิบัติตรงทั้งกายและใจ
ท่านย่อมแสดงธรรม อันเป็นเครื่องบันเทาความทุกข์ทั้งมวล แก่บุคคลผู้เมื่อรู้ธรรมแล้ว จะเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพานในโลกนี้ ดังนี้แล
วิหารทานคาถานุโมทนานี้ ได้เพิ่มพูนความปิติยินดีแก่ท่านราชคหกเศรษฐีเป็นอันมาก ในกุศลทานบริจาคที่ได้สร้างกุฎีถวายแด่พระสงฆ์มา เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาตรัสอนุโมทนาแล้ว ก็เสด็จลุกจากอาสน์เสด็จลีลาศคืนหลังยังพระเวฬุวันวิหาร ขอยุติพรรณาในอนุโมทนาวิหารทานแต่เพียงนี้
——————————
คติธรรม
ชุมนุมใด ใช้สุรา นำปราศรัย
ชุมนุมนั้น อย่าวางใจ ในคำขาน
เพราะน้ำคำ เกิดจากน้ำ สุราบาน
ผิดหลักการ ศีลธรรม ค้ำประกัน
“ธรรมสาธก”